บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ปีนังหัวใจใกล้กันคาเฟ่เงียบงัน

ปารีชะเอม ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 - 12:48 น.
AA 20

บางครั้งความรักส่งอุปสรรคไม่คาดฝัน สิ่งล้ำค่าใกล้ตัวมักเผยในดินแดนไม่คาดหมาย ที่ไหนก็เกิดได้ ไม่เว้นแม้บนเกาะแห่งรักแห่งนี้ ท่าเรืออันดูเงียบสงบ หากทันทีเรือเฟอร์รี่เทียบท่าฝั่งปีนัง ความวุ่นพลันเกิด เสียงดังทั้งกลุ่มคนและกลุ่มยวดยาน เรารีบชิงหนีมายังเบื้องหน้าซึ่งเป็นถนนต้นสายหลักสู่เมือง กลิ่นคลาสลิกของตึกในจอร์จทาวน์ลอยขรึมขลังย้อนโชยออกมากระทบโสตจนสร้างภาพเห็นได้ ทั้งที่เรากำลังเดินบนพื้นฟุตปาธปูกระเบื้องโบราณซึ่งสัมผัสได้แค่ตึกแถวทรงธรรมดา ละแวกตลาดสดเลยท่าขึ้นฝั่งมาสักนิด ผู้คนมากหน่อย แต่เจ้าความว้าวุ่นตรงนั้นสิยังคงค้างคาใจ ร้านรวงเล็กๆสองฟากตกแต่งเก๋ไก๋ เสียงรถกลบเสียงคนบ้าง เราหยุดตรงพื้นฟุตปาธปูอิฐแดงหน้าร้านหนังสือทึมๆสองคูหาทว่ายังไม่เปิดบริการ หนึ่งในสองคูหาติดหัวมุมซอยย่อย ราวกับนัดกันไว้ เราต่างหักมุมเลี้ยวขวาสู่ทางแคบๆน่าจักเรียกตรอกมากกว่าซอยย่อย มองตรงไปเห็นว่าตรอกไม่ลึกมาก พ้นเลียบเคียงข้างผนังร้านหนังสือยาวสักแปดเมตรเห็นจะได้ มีอาคารชั้นเดียวอีกหลังทรงแปลกๆสีน้ำเงินโผล่ขึ้น กลุ่มดอกไม้หลากสีในกระถางเล็กวางไร้ระเบียบข้างทางเดินตรอก ตัวตึกไม่มีชื่อหรือข้อความบอกขายอะไร กระจกใสเรียบง่ายหน้าร้านเร้าให้เอามือป้องแดดข้างหูแนบหน้าเพ่งจ้องเข้าไป กระนั้นก้อเหอะไม่เห็นอะไรเลย ก้าวถอยออกมานิด กระจกใสดันย้อนเงาร่างสองคนซึ่งต่างสะพายเป้ใบเล็ก ท่าทางเก้งกางลังเล แหมจะว่าไป คล้ายกับเราต่างคนต่างมา ชั่วอึดใจ เธอนั่นแหละยกฝ่ามือผลักบานประตูเข้าไป โดยต่างไม่ทันระวังตัว แรกสัมผัสได้ถึงความสงบและสบายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน 

แม้ภายในจักอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟหอมๆแต่สิ่งที่สัมผัสลึกซึ้งผ่อนคลายกลับเป็นสิ่งที่เห็น ดั่งคำพูดที่ว่าสัมผัสการมองเห็นไวกว่าสัมผัสอื่น ร้านแสนเรียบง่าย ตื้นๆไม่ลึก โต๊ะนั่งไม้ไม่กี่โต๊ะ เคาน์เตอร์บาร์ทำด้วยวัสดุแววๆโมเดิร์นแต่ทึมลงด้วยสีโอ๊ตขวางในสุด ผนังสีเทากลมกลืนสีขาวของกลุ่มดอกกุหลาบในแจกันสีดำไซส์ระดับหัวเข่าตรงมุมขวาและซ้าย เราต่างรับรู้กันว่าความมัวหม่นดูลดวาลงเยอะนะ ตั้งแต่เมื่อเช้ามืด เราต่างรุดออกจากบ้านรีบบึ่งไปสถานีรถไฟ โดยความรีบเร่งกลับทำให้เรามีเวลากินโจ๊กข้างสถานีด้วยกัน จนตลอดเส้นทางหาดใหญ่ไปปาดังฯเข้ามาเลย์จวบมาถึงที่นี่ ม่ายมีคำพูดต่อกันสักคำ

ไม่ได้กลัวเจ็บคอ!..แต่หลายวันมาเนี้ยไม่มีการสนทนาพาทีระหว่างกัน เธอเข้าใจผิดเรื่องเพื่อนสาวที่ทำงานของเขา อาการหึงหวงซ้ำซาก หน่ายแหนงการเคลียร์ อยู่กันสองปี เธอไม่เคยคิดแก้ไขเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้เลย ตอนนี้ใจเขาอยากชวนเปลี่ยนบรรยากาศ เผื่ออร่ายจักดีขึ้น จำด้ายว่าเธอเคยบอกก่อนแต่งงานว่าอยากมาปีนัง ดังนั้น เมื่อคืนเขาเขียนโน้ตเรื่องมาปีนังด้วยกันไว้บนโต๊ะรับแขก

เราเลือกโต๊ะที่ใกล้ประตูหน้าร้าน จริงๆแทบทุกโต๊ะก้อเกือบใกล้ประตู โต๊ะที่เลือกติดกับหน้าต่างกระจกใส แสงแดดอ่อนส่องเป็นปล้องยาวสิ้นสุดบนกลางโต๊ะ แปลกนะตอนยืนหน้าร้านกับเข้ามาข้างในเราไม่ทันเห็นหน้าต่างบานไหนสักบานเลยนิ

ไม่มีลูกค้า ไม่มีคนขาย ทั้งเจ้าของ-บาริสต้าหรือลูกจ้าง-พนักงาน บาร์กาแฟว่างเปล่า แร้วเจ้ากลิ่นกาแฟเนี้ยะละ โชยมาจากไหน และเหนือกว่าอื่นใด คาเฟ่เนี่ยเงียบซุ้ดๆ ไม่มีเสียงแอร์ทั้งที่เย็นสบาย ไม่ได้ยินเสียงอื่นๆแม้กระทั่งลมหายใจของเรา และนี่คือสัมผัสอีกหนึ่งที่เราได้รับตอนเดินเข้ามาที่นี่นะ

เหมือนแกล้งม่ายพยายามสนใจความเงียบพิกล-พิกลงี้ แดดอุ่นฉาบแขนเขาที่วางบนโต๊ะ เธอนั่งกอดอกฝั่งตรงข้ามตรงที่แดดลามไปไม่ถึง สายตามองออกไปนอกหน้าต่างยังคงเศร้าเหมือนเดิม

"เธอเศร้าเกิน..คุณเลยทุกข์ด้วยสิท่า แฮ่ะๆ พยายามหน่อยก็แร้วกันนะคับ ชีวิตคู่ก้อยังงี้แหละ เออ..พวกคุณคงมาเปลี่ยนบรรยากาศอึมครึมกันช่ายไหม-ดีจัง" เจ้าหน้าที่สูงวัยบนเรือเฟอร์รี่กล่าวทักคำอังกฤษตอนเขาเดินไปเข้าห้องน้ำ เจ้าหน้าที่ท่านเนี้ยคงแอบเห็นเราเศร้าแถมนั่งเอียงหน้าไปคนละข้างไม่ยอมพูดจาตรงม้านั่งหัวเรือลำพังสองคน ทั้งนี้ท่านผู้นี้ยังใจดีช่วยแนะนำร้านขนมอร่อยคาเฟ่ดีๆแถวท่าเรือให้อีกด้วย แต่ที่เรามาร้านนี้ผู้สูงวัยหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลาไม่ได้บอกหรอกนะ ท่านเสนอให้ไปอีกร้านนึงร้านดังๆอ่ะ เราต่างประชดประชันกันไม่เลิกต่างหากนะเดินงอนเรื่อยเปื่อยแร้วดันมาเจอคาเฟ่นี่เอง อืมม์..คิดๆไปเหมือนมีอะไรดลใจให้มาที่นี่นะ

ความเงียบในร้านยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป แม้เวลาจะผ่านไปอย่างช้าๆ เราต่างสบตาบ่อยขึ้น แววตาลึกๆสองคู่บ่งอารมณ์หวั่นไหวและเข้าใจภาวะต่อกัน ฝ่ายหญิงง้อศอกซ้ายหงายฝ่ามือขวาบนโต๊ะ ก่อนที่ฝ่ามือขวาของฝ่ายชายจะเอื้อมไปกุมถึง มีอะไรบางอย่างดั่งเงาดำเคลื่อนไหวแต่ไร้สุ่มเสียงหลังบาร์กาแฟ ฝ่ายชายรีบชักมือกลับเพื่อตั้งหลักทันที!

ไม่รู้เป็นเพราะอะไร จู่ๆใจเราต่างเกิดเต้นระทึกแบบไม่มีเหตุผล เรามองตากันก่อนจะค่อยๆหันหน้าไปทางบาร์กาแฟอย่างพร้อมเพรียง

ภาพหลังเคาน์เตอร์บาร์ผู้ชายสูงวัยผอมโปร่งสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวกำลังวางชามใบใหญ่ใส่ขนมหลากหลาย ผู้หญิงสูงวัยแต่ดูอ้วนเตี้ยกว่าถือฝาใสครอบปิด อุปกรณ์ชงดริปและหลากหลายโถงกาแฟที่บดแร้วเรียงรายบนบาร์ ทั้งสองยิ้มและยกมือขวาขึ้นโบกคล้ายทักทายต่อเรา และนั่นทำให้ใจของเรากลับมาเต้นดังปกติ

ฝ่ายชายยิ้มตอบพลางลุกไปหาแต่เพียงผู้เดียว คุณป้าผู้หญิงออกมานอกบาร์พร้อมกับชี้นิ้วไปที่แถวๆมุมแจกันกุหลาบ ฝ่ายชายมองตามแร้วเกิดเอ๊ะใจว่าตอนเข้ามาทีแรกทำไมถึงไม่ทันสังเกตเห็น

มุมขวาของร้านก่อนถึงแจกันสีดำ มีกระดานดำตั้งพื้นสูงระดับเอว ชอร์คขาวบนกระดานดำเขียนคำอังกฤษและจีนด้วยลายมือสวยๆ:

'สั่งกาแฟ ขนม ด้วย กระดาษกับปากกาเท่านั้น' บรรทัดต่อมาเป็นรายชื่อเมล็ดที่ใช้ทำดริปในวันนี้ ที่นี่คั่วเอง กาแฟชงด้วยมือไม่มีเครื่องชง ไม่มีน้ำตาลให้ใส่ กลางกระดานสัญลักษณ์กากบาทด้วยชอร์คสีแดงขีดทับรูปวาดกล้อง-มือถือ-โน้ตเพลง-ไวไฟ ด้วยชอร์คขาว ถัดลงมาชอร์คขาวบรรจงวาดรูปริมฝีปากคนและกากทับด้วยชอร์คแดงตัวเบ้อเร่อเท่อ

ออเดอร์ที่เราเขียน: ดริปร้อนเมล็ดมาเลย์ในเหยือกแบ่งดื่มสองคน ทาร์ตไข่หนึ่งกับขนมเปี๊ยะไส้เกาลัดอีกหนึ่ง

คุณลุงไปหาหมวกเก๋ๆจากที่ไหนมาใส่ขณะยืนชงดริปอย่างละเมียด คุณป้าคอยรอดริปเสร็จและจัดแจงขนมพร้อมนำมาเสิร์ฟ เวลาแห่งการรอไม่นานนัก ลุงป้าไม่พูดคุยกันเลยแต่เราก้อทันสังเกตรอยยิ้มสื่อกันตลอดเวลา ความเงียบอันสงบเกิดขึ้นมากกว่าตอนแรกเข้ามาสักอีก แต่ความฟินเทพๆเกิดขึ้นเมื่อได้ลิ้มรสขนมสองชิ้นตัดแบ่งกันกิน ไส้เกาลัดละลายในปาก ขนมปังของทาร์ตช่างกรอบนุ่ม ส่วนน้ำสีดำบอดี้สุดนัว ขมแรกตอนสัมผัสหากหวานช่วงคอนี่สิ สรวงสรรค์บนดินดีๆเนี้ยะเอง

ชายวัยทำงานสองคนเข้ามา ท่าเดินมานั่งโต๊ะใกล้บาร์เป็นไปอย่างย่องเบาซุ้ดๆ ลุงป้าส่งยิ้มและลงมือทำดริปกับจัดขนมโดยไม่ต้องรอพวกเขาเขียนออเดอร์ อาจเพราะเป็นลูกค้าขาประจำ ช่วงที่ชายสองคนนั่งรอเห็นปากขยับคล้ายคุยกันแต่ไร้ซึ่งสุ่มเสียงนะ ท่านั่งทั้งคู่ก้อดูคล้ายนักบวชจีนเคร่งๆ สักครู่มีนักศึกษาสาวเข้ามาตรงดิ่งไปเขียนออเดอร์ เมื่อเสร็จแร้วก้อหันมาเลือกที่นั่งใกล้ๆเรา เค้าวางโน้ตบุ๊คที่พกพามาด้วยแร้วลงมือพิมพ์งานอย่างจิงจังทว่าท่วงทีแลสงบมั้กตลอดช่วงรอขนมและเครื่องดื่ม

เราถือถาดไปคืนและควักริงกิตจ่ายตังค์ ขณะลุงกับป้าว่างจากลูกค้าทั้งสองโต๊ะ เรายื่นกระดาษแผ่นเล็กเขียนคำถามภาษาอังกฤษลายมือหวัดๆว่า 'ขอถ่ายรูปหน้าร้านได้ไหม?' ลุงป้าก้มอ่านหัวแทบชนกัน หน้าตาบ่งบอกความตั้งใจกับฉงนอยู่ในที ก่อนเงยหน้าพลางส่งยิ้มให้ โดยมีกิริยาเหมือนกันก้อคือพยักหน้าหงึกๆ เราก้มหัวคล้ายคำนับแทนคำขอบคุณและกล่าวลา

เราควักสมาร์ทโฟนออกมาจากเป้เป็นครั้งแรกของวันนี้ หน้าร้านมีมุมที่เราต่างเผลอเซลฟี่โดยไม่ได้ระวังตัว เราแปลกใจยิ่ง ไม่มีเสียงไรหลุดออกมาพอที่จักเรียกว่าเสียงดังได้เลย 

เรายิ่งแปลกใจระคนผิดหวังเมื่อเดินมายังหน้าร้านหนังสือซึ่งยังคงไม่เปิด หากคราวเนี้ยเราจูงมือกันบนพื้นฟุตปาธอิฐสีแดงแร้ว

เรากำลังเดินกลับไปยังท่าเรือเพื่อนั่งรถบัสฟรีเข้าไปในเมืองซึ่งใกล้ที่พักที่จองไว้ ทริปปีนังสมานฉันท์เริ่มต้นมาแร้วและกำลังดำเนินต่อไป เสียงกระซิบข้างหูดังแว่ว
เรากำลังเดินกลับไปยังท่าเรือเพื่อนั่งรถบัสฟรีเข้าไปในเมืองซึ่งใกล้ที่พักที่จองไว้ ทริปปีนังสมานฉันท์เริ่มต้นมาแร้วและกำลังดำเนินต่อไป เสียงกระซิบข้างหูดังแว่ว

แม้เสียงรถราและความวุ่นวายจักกลับมาอีกครั้ง แต่เสียงที่กังวานแผ่วเบาอยู่เนี้ยกลับกระจ่างสัมผัสหัวใจชัดแจ้งในโสตเสียเหลือเกิน.


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

ปีนังหัวใจใกล้กันคาเฟ่เงียบงัน